ERP
ERP หรือชื่อเต็มคือ Enterprise Resource Planning หมายถึง
ระบบที่ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรที่มี ให้ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับทรัพยากรนั้น มิได้มีเพียงแค่ทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้า
ที่ใช้ในการขายเท่านั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่าทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้วระบบ ERP จะประกอบไปด้วยโมดูลหลาย ๆ โมดูล แตกต่างกัน
แต่ละสถานประกอบการ โมดูลที่ว่านี้ก็คือตัวแทนการทำงานในแต่ละส่วนงานนั่นเอง
กล่าวคือ หากผู้ที่จะใช้งานโมดูลการขายเป็นหลัก นั่นก็คือฝ่ายขาย เป็นต้น
แนวคิดเรื่อง ERP เกิดขึ้นในช่วงยุคปี 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
มาจากแนวิดการพัฒนาระบบการบริหารการผลิต (Material Requirement Resource Planning
Manufacturing Resource Planning / MRP System) โดยคำว่า ERP และแนวคิด ERP นั้น
ถูกพัฒนามาจาก MRP ที่เป็นระบบเกี่ยวกับการวางแผนความต้องการวัสดุสำหรับการผลิตนั่นเอง ซึ่งระบบนี้นั้นจะทำหน้าที่ในการ
หาชนิดวัตถุดิบ และจำนวนวัตถุดิบมาผลิตให้ทันตามตารางการผลิตสินค้าตามความต้องการ
สำหรับปัจจุบันนี้นั้น โมดูลในระบบ ERP หนึ่งระบบนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่
แต่สิ่งที่มักจะเหมือนกันนั่นก็คือ โมดูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ, คลังสินค้า, การขาย และการทำบัญชี
1. ระบบการจัดซื้อ ถือเป็นหน้าด่านของระบบอื่น ๆ ในการทำธุรกิจ เนื่องจากเมื่อคุณจะขายสินค้า
คุณก็จะต้องทำการจัดซื้อสินค้าเข้ามาก่อน ซึ่งการจัดซื้อนั้นก็ต้องทำการเสาะหา สินค้าที่มีคุณภาพดี
มีราคาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในการนำไปขาย หากคุณจัดซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบในการ
ผลิตสินค้าได้ในราคาแพง ราคาสินค้าของคุณก็ต้องแพงตาม ซึ่งบางครั้งอาจทำให้สมรรถนะในการแข็งขัน
เรื่องราคาของคุณลดตามไปด้วย ในส่วนที่ลึกลงไปอีกเกี่ยวกับงานจัดซื้อนั้นยังมีเรื่องของวิธีการคำนวณต้นทุน
เช่น FIFO (มาก่อนออกก่อน) , Average Cost (ราคาต้นทุนเฉลี่ย) เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม: เลือกวิธีการคำนวณต้นทุนสินค้าเหมาะสม ธุรกิจมีชัยไปกว่าครึ่ง!
2. ระบบคลังสินค้า เสมือนระบบที่ใช้ในการควบคุมสถานที่เก็บสินค้า หรือเก็บวัตถุดิบ ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
เช่น เมื่อคุณทำการจัดซื้อสินค้าแล้ว จะต้องมีการแจ้งไปยังทีมงานที่อยู่สถานที่เก็บสินค้าให้ทำการรอตรวจรสอบ
ก่อนรับสินค้า หรือเราสามารถเรียกกระบวนการนี้ว่า กระบวนการรับสินค้า (Good Receiving)
ซึ่งกระบวนการนี้บางที่อาจมีการตรวจสอบคุณภาพก่อนรับสินค้าเข้าคลังด้วย
อ่านเพิ่มเติม: การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้า
3. การขาย คือ ระบบที่มีขึ้นมาเพื่อให้พนักงานขายใช้งาน ประกอบไปด้วยกระบวนการจัดทำใบเสนอราคา (Quotation)
ใบสั่งขาย (Sales Order) กระบวนลงทะเบียนลูกค้า ที่ต้องเช็คคุณสมบัติ ก่อนให้เครดิตเงินเชื่อ (Credit Term)
นอกจากนี้ระบบการขายที่ดี ควรที่จะสามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าที่พร้อมขาย เครดิตลูกค้าคงเหลือได้ด้วย
และระบบการขายปัจจุบันนี้นั้น หากสามารถใส่โมเดลเชิงวิทยาศาสตร์ข้อมูลเข้าไปได้ ก็จะทำในกระบวนการขาย
เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การทำ CRM โดยใช้โมเดล RFM ที่แบ่งระดับลูกค้า เพื่อทำการตลาด
ในรูปแบบที่แตกต่างกันได้
4. ระบบบัญชี ซึ่งระบบนี้ถือเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนที่ซื้อเข้ามา และการตั้งราคาขาย รวมไปถึงภาษี
ที่ต้องจ่าย เราจะสามารถตรวจสอบสุขภาพธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ก็เพราะเรามีระบบบัญชีที่ดี ระบบบัญชีที่ดี
จะทำให้เราทราบว่าต้นทุนสินค้าของเราเท่าใด และควรจะขายออกไปเท่าใด และเรามีกำไรอยู่เท่าไร เพียงพ่อต่อการหล่อเลี้ยงกิจการ
หรือไม่ หากเรามีระบบบัญชีที่ไม่ดี เมื่อเกิดปัญหาในธุรกิจ ก็จะทำให้เราป้องกัน และแก้ไขปัญหาในการดำเนินธุรกิจได้ช้าไปด้วย
เช่น ระบบบัญชีของเราคำนวณต้นทุนสินค้าไม่ถูกต้อง ทำให้เราขายสินค้าราคาต่ำเกินไป ทำให้ขาดทุน เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม: ลดปัญหาการทำงานผิดพลาด ด้วย Odoo Single Platform
5. ระบบอื่น ๆ เช่น ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ที่แยกย่อยออกไปได้อีกหลาย ๆ โมดูล ไม่ว่าจะเป็นระบบในการรับคนเข้าทำงาน
ระบบบริหารทักษะบุคลากร ระบบประเมิณผลการทำงานบุคลากร ไปจนถึงระบบบริหารค่าใช้จ่ายพนักงาน ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีระบบที่เกี่ยวข้องกับการตลาดไม่ว่าจะเป็น การทำการตลาดทางอีเมล์ และ SMS ระบบการทำการตลาดผ่านโซเชี่ยลมีเดีย
เป็นต้น
ซึ่งรูปแบบของระบบ ERP ยังแยกออกเป็นอีก 2 ลักษณะได้แก่
1. ระบบ ERP ที่ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (Web Base) ระบบลักษณะนี้จะทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างคล่องตัว
ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าถึงแพลตฟอร์มที่ทุกคนทำงานร่วมกันได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงมีอินเตอร์เน็ต
แต่มีข้อเสียตรงระบบจะต้องเรียกทรัพยากรข้อมูลการระบบคลาวด์เซริ์ฟเวอร์เสมอ
2. ระบบ ERP ที่ต้องติดตั้งลงบนเครื่องอุปกรณ์ (On-Premise)
เป็นระบบที่หากต้องการใช้งานจะต้องติดตั้งลงบนอุปกรณ์ก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งเมื่อเราใช้งานบนมือถือ แทปเล็ตก็จะทำให้
เราไม่สามารถใช้งานได้ แต่จะสามารถจำกัดวงการใช้งานได้ เช่น บริษัทไม่ต้องการให้ข้อมูลทางด้านต้นทุนรั่วไหล จึงจำกัดให้ระบบนี้นั้น
ใช้ได้เฉพาะในบริษัทเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เข้าถึงนอกบริษัท เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้ยังมีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น โปรแกรมแอนตี้ไวรัส
มองว่าไฟล์ระบบบางไฟล์ไม่ปลอดภัย เป็นต้น แต่ข้อดีก็ยังมีอยู่ เช่น ทรัพยากรข้อมูลทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเรียกใหม่ทุกครั้งเสมอจาก
คลาวเซริ์ฟเวอร์ เป็นต้น แต่เทคโนโลยีสมัยนี้หลาย ๆ ERP ก็ทลายข้อจำกัดนี้ลง บาง ERP ยังสามารถใช้งานได้เมื่อไม่มีอินเตอร์เน็ต
เช่น ODOO POS เป็นต้น
เมื่อใดที่เหมาะกับการใช้ระบบ ERP ?
จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดใหญ่ก็สามารถใช้ ERP ได้ทั้งนั้น
เนื่องจาก การทำงานของคุณจะเป็นระบบระเบียบ มีศูนย์รวมการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คุณเห็นภาพรวมธุรกิจ
ในแต่ละส่วน ตั้งแต่ต้นทางจัดซื้อ การขาย สินค้าคงเหลือ การตลาด ไปจนถึงบัญชีเลยทีเดียว ยิ่งถ้าหากคุณต้องการลดต้นทุน
ในการดำเนินกิจการ คุณยิ่งจำเป็นต้องใช้ ERP เพราะมันจะทำให้คุณตัดสินใจ และบริหารโดยข้อมูลจริงของธุรกิจคุณ
ที่จะได้จากการที่ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันนั่นเอง
ERP ที่เหมาะสม ควรมีราคาเท่าใด ?
คำตอบนี้ อาจเป็นไปได้หลากหลาย
1. ERP หลักพัน หลักหมื่น เป็น ERP สำเร็จรูป ที่ผู้พัฒนา พัฒนามาแบบใด คุณก็ต้องใช้ไปแบบนั้น หากต้องการปรับแต่ง
ให้เหมาะสมกับธุรกิจคุณ ย่อมเกิดค่าใช้จ่าย หลักหมื่น หลักแสนแน่นอน แต่ถ้าหากคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กมาก ๆ
และยังไม่มีรูปแบบการทำงานที่เป็นระบบ ระเบียบ ERP ระบบนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
2. ERP หลักแสน หรือล้าน มักจะเกิดจากการปรับแต่ง (Customization) ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ
กล่าวคือ ธุรกิจที่เลือกใช้ ERP ลักษณะนี้ มักจะเป็นธุรกิจที่เปิดกิจกรรมมาสักระยะหนึ่งแล้ว มีพนักงาน มีลูกค้า มีจำนวนสินค้า
ที่หลากหลายพอสมควร ทำให้ ERP สเกลหลักพัน หลักหมื่น ไม่ตอบสนองการทำงานที่เฉพาะทางของธุรกิจอีกต่อไป
ทำให้ต้องพัฒนาในระดับที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งระบบที่ได้ก็จะเหมาะกับธุรกิจของคุณ แต่ ERP จะดีและไม่ดีนั้น ไม่ใช่แค่ทำให้เหมาะสม
กับธุรกิจอย่างเดียว ยังต้องถูกทำขึ้นอย่างมีคุณภาพ และผู้ใช้ระบบใช้งานง่ายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หากเจอผู้พัฒนาที่ดี ที่มีประสบการณ์
อาจจะช่วยให้คำแนะนำ ให้ ERP ของคุณ ถูกแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และเสริมจุดที่ด้อยอยู่ในธุรกิจให้ดีขึ้น หรือสามารถแนะนำแนวทาง
ใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานให้ดีได้มากยิ่งขึ้น อีกด้วย หากเลือกผู้พัฒนาผิด นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด อาจเสียเวลาในการพัฒนา
เแก้ไขปัญหา กลายเป็นว่าจากต้องการจะแก้ไขปัญหา อาจได้ปัญหาเพิ่ม ก็เป็นไปได้
ซึ่ง Blue Mink เรานั้นนอกจากเป็นผู้พัฒนา ERP ที่มีประสิทธิภาพ และคุณภาพสูงแล้วนั้น เรายังมีความเชี่ยวชาญทางด้าน
การใช้ข้อมูลเพื่อนำไปทำการตลาด และเทคนิคการปฏิบัติงาน เพื่อลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อนกับธุรกิจได้อย่างมากมายอีกด้วย
เราเห็นภาพรวมของปัญหามามากมาย เราสามารถที่จะช่วยคุณแก้ปัญหาในธุรกิจของคุณได้
ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาใด ๆ สามารถปรึกษาเราได้ทุกเมื่อครับ เรายินดีให้บริการ และพร้อมแก้ปัญหาไปพร้อมกับคุณ
"LET US CODE IT FOR YOU" ให้เราพัฒนาระบบที่ดีเพื่อคุณนะครับ
เขียนและเรียบเรียงโดยมิ้งค์สมีฟม็อพส์
บทความล่าสุด
เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจของคุณด้วยระบบ ERP
ยินดีต้อนรับสู่ยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจในสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบัน การบริหารจัดการธุรกิจไม่เหมือนในอดีตแล้ว วันนี้เรามีเครื่องมือที่มากมายในการช่วยให้เราสามารถจัดการและเพิ่มประสิ...
ERP VS ซอฟท์แวร์ธุรกิจทั่ว ๆ ไป อะไรดีกว่ากัน?
ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการจัดการทรัพยากรธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงระบบภายในองค์กร เช่น การจัดการบัญชี การจัดการคลังสินค้า...
Digital Transformation คืออะไร ? คือการเปลี่ยนจากกระดาษมาเป็นดิจิทัลใช่หรือไม่ ?
การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล (digital transformation) คือกระบวนการที่องค์กรนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อปรับปรุง, ปรับปรุงใหม่, หรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับลูกค้าและพนักงาน กระบวนการน...
